|
ชื่อเรื่อง
เป็นชื่อที่แปลได้ไม่ยากเพราะมีโครงสร้างภาษาที่ไม่ซับซ้อน
เพียงแต่ต้องเฟ้นหาคำที่เหมาะกับ
บรรยากาศของเนื้อความ อย่างเช่น remembering ใช้ว่า รำลึกถึง
แทน การจดจำ servant
ใช้ว่า ทาส แทน ผู้รับใช้ เนื่องจากเลียนคำมาจากสมญานามของท่านว่า
พุทธทาส ส่วนคำว่า
Buddha นั้น สำหรับคำไทยมีให้เลือกใช้หลายคำ เช่น พระพุทธเจ้า
พระพุทธองค์ องค์พระสัมมา
สัมพุทธเจ้า
ย่อหน้าที่
1
ย่อหน้านี้มีสองประโยคที่เชื่อมด้วย Yet แสดงนัยของความขัดแย้ง
ดิฉันก็เอาสองประโยคมาเชื่อมกัน
โดยใช้ แม้...แต่ late เมื่อใช้นำหน้าบุคคลมีความหมายว่าเสียชีวิตแล้ว
หรือใช้ว่าผู้ล่วงลับ คำว่า ตาย
นี้ก็เช่นกันที่มีคำให้เลือกใช้ตามฐานะทางสังคมของผู้นั้น เช่นสำหรับบุคคลธรรมดา
ใช้ว่า ถึงแก่กรรม
หรือถ้าเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หรือได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เทียบเท่าชั้น
พระยา ใช้
ถึงแก่อนิจกรรม สำหรับพระภิกษุสงฆ์ใช้ มรณภาพ เป็นต้น
cited
(v. ยกมากล่าวอ้างเป็นตัวอย่าง หรือเป็นการยืนยันสิ่งที่คุณพูดว่าจริง)
ประโยคนี้มีโครงสร้าง
เป็น passive ในข้อความนี้ทำอย่างอื่นได้ไม่เหมาะเท่าการแปลงให้เป็นโครงสร้าง
active โดยเติม
ประธานให้ว่า มีผู้นำมาอ้างถึง ส่วน คำว่า ตลอดจน นั้นใช้เพื่อหลีกเลี่ยงคำว่า
และ ที่มีที่ใช้ซ้ำสองที่ค่ะ
ย่อหน้าที่
2-3
ทั้งสองย่อหน้านี้มีเนื้อความต่อกัน
โดยเป็นส่วนหนึ่งของคำปราศรัยของคุณสุลักษณ์ ดิฉันจึงนำมารวม
กันเพื่อให้สละสลวยและเป็นกลุ่มก้อนขึ้นเรียกว่าการแปลแบบเอาความค่ะ
การทำเช่นนี้จะไม่เหมาะ
หากเป็นงานที่ถ่ายทอดจากต้นฉบับที่ต้องรักษาสภาพดั้งเดิมไว้ทุกประการ
เช่นงานแปลเอกสารทาง
กฎหมาย ประกาศอย่างเป็นทางการ คำสวดมนต์ เป็นต้น อย่างไรก็ตามขอให้ท่านสังเกตว่าแม้จะ
เปลี่ยนลำดับของข้อความ แต่นัยของข้อความยังต้องอยู่อย่างครบถ้วนค่ะ
คำแรกที่ต้องขบคิดมากคือ
คำว่า influence (n. อิทธิพล) ซึ่งถ้าแปลตามตัวอย่างนี้รู้สึกว่าจะไป
คนละทางกับเนื้อหาในบริบท จึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเป็นอิทธิพลของอะไร
โดยเชื่อมโยงเข้า
กับข้อความในย่อหน้าแรก ได้ว่าเป็นความนิยมในคำสอนของท่านพุทธทาสนั่นเอง
ดิฉันจึงใช้ว่า
พลังนิยม ค่ะ
let alone (prep. เป็นคำปฏิเสธว่าสิ่งนั้นไม่มีวันที่จะเป็นจริง
เพราะสิ่งที่สำคัญกว่ายังไม่มีโอกาส
เป็นได้เลย) ตรงกับสำนวนไทยว่า อย่าว่าแต่ เมื่อรวมกับคำว่า
implementation (n. การทำสิ่ง
ใดสิ่งหนึ่งเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือควบคุมสภาพการณ์) นั่นคือที่มาของวลีว่า
อย่าว่าแต่จะนำ
ไปปฏิบัติให้เกิดโภคผลใดๆ เลย
revered
(past participle หมายถึง ได้รับความเคารพนับถืออย่างสูง) เมื่อขยาย
monk ซึ่งหมาย
ถึงท่านพุทธทาส ดิฉันจึงนำคำว่า ศรัทธา มารวมอยู่ด้วย เพื่อแสดงนัยว่าแตกต่างจากการเคารพนับถือ
แบบที่ใช้กับฆราวาส หรืออย่างที่เราลงท้ายจดหมายถึงผู้ใหญ่ทั่วๆ
ไป
อีกคำหนึ่งในย่อหน้าที่
3 ที่มีความหมายในทำนองเดียวกันกับคำนี้คือ venerable (adj.
สมควรได้
รับการเคารพนับถือ เพราะคุณงามความดี หรือเพราะวัยวุฒิ ก็ได้)
ดิฉันใช้ว่า น่าเลื่อมใส ด้วยเหตุผล
เดียวกับที่กล่าวถึงข้างบนค่ะ
compatriots
(n. ผู้ที่อยู่ในประเทศเดียวกัน) ซึ่งดิฉันใช้ง่ายๆ ว่า คนไทย
deciples (n. สาวก, ศิษย์, ผู้ที่ติดตามและปฏิบัติตามคำสั่งสอน
) แต่คำว่า สาวก นั้น น่าจะใช้กับ
พระศาสดา ดิฉันจึงเลือกใช้ว่า ศิษย์
departure
(n. การจากไป ในที่นี้คือการตาย ) เป็นการเลี่ยงการใช้คำที่มีความหมายไม่น่าฟังมา
เป็นคำที่ฟังนุ่มนวลขึ้น อย่างที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า euphimism
คำที่ใช้ในลักษณะนี้มักทำให้ผู้แปล
เข้าใจผิดหากไม่ทราบภูมิหลังของเรื่องนั้นๆ มาก่อน
ย่อหน้าที่
4
ข้อความในย่อหน้านี้ต่อเนื่องมาจากสองย่อหน้าที่แล้ว โครงสร้างประโยคไม่มีอะไรซับซ้อน
ส่วน
คำศัพท์ที่น่าสนใจคือ reputation (n. ชื่อเสียงที่เกิดจากผลงาน
ส่วนมากมักเป็นชื่อเสียงในทางที่ดี)
และคำว่า tarnished (adj. ทำให้มัวหมอง ใช้ได้ทั้งกับสิ่งที่เป็นรูปธรรม
เช่นโลหะ และนามธรรม
คือ ชื่อเสียง)
ย่อหน้าที่
5
ในความคิดเห็นส่วนตัวแล้วดิฉันชอบข้อความในย่อหน้านี้มากค่ะ เพราะทำให้เห็นความเป็นนักคิด
ของท่านพุทธทาส ท่านมองเห็นความจำเป็นของความเปลี่ยนแปลง อย่างชนิดที่ตรงกับคำว่า
transformation คือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบที่ทำให้ดีขึ้น
เหมาะขึ้น ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลง
ในเนื้อหาหลักการเพื่อให้ต่างไปจากเดิม
คำว่า
fundamental (adj. เป็นรากฐานที่จำเป็น) ขยาย overhaul
(n. การสำรวจตรวจสอบแนวคิด
อย่างจริงจัง และเปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อให้ดีขึ้น) ดิฉันจึงใช้ว่า
การคิดและปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
ถึงระดับรากเลยทีเดียว
ขอเชิญติดตามตอนสองในสัปดาห์หน้า
เกษมศรี วงศ์เลิศวิทย์
|