|
ย่อหน้าที่
6
โครงสร้างประโยคไม่มีอะไรซับซ้อน
มีเพียงการเลือกใช้คำให้เหมาะกับลักษณะของภาษาในต้นฉบับ
ซึ่งเป็นเรื่องทางศาสนาและมีลักษณะเป็นทางการเท่านั้นค่ะ เช่นใช้คำว่า
ชาติกาล เป็นการถ่ายทอด
ความหมายของวลีว่า the centennial of Bhuddhadasa's birth
คำว่า a scheme (n.
แผนการหนึ่ง) แต่คำแปลนี้ไม่เข้ากับบริบทค่ะ เราควรแปลแบบเอาความว่า
วิธีการหนึ่ง ส่วน
accessible (adj. สามารถเข้าไปถึงได้ สามารถนำมาใช้ได้
สามารถเข้าใจได้) ดิฉันใช้ว่า เข้าถึง
ในความหมายที่เป็นทั้งการหามาอ่านได้ และทำความเข้าใจได้
ย่อหน้าที่
7-8
ปกติในภาษาไทยเรามักละการแปล article ไว้ทั้งๆ ที่มีความหมายเป็นอย่างยิ่งในภาษาอังกฤษ
ตัวอย่างเช่น ประโยค A man is here to see you. เราก็จะแปลว่า
"มีคนมาหาคุณแน่ะ" เพราะ
ถ้าแปลว่า "ผู้ชายคนหนึ่งมาที่นี่เพื่อพบคุณ" คนอ่านก็จะหงุดหงิดว่าภาษาไทยอะไรเนี่ย
เราจะแปล a
ไว้ด้วยเช่น ที่แปล a more difficult task ว่า งานหนึ่งที่ยากกว่า
นั้นก็ต่อเมื่อต้องการสื่อให้
ทราบว่าเป็นนัยว่า นอกจากงานนี้แล้วยังมีงานอื่นอีกหลายงานค่ะ
rituals (n. สิ่งที่ปฏิบัติเป็นประจำ หรือเป็นธรรมเนียม)
ดิฉันใช้คำว่า วัตรปฏิบัติ วัตรหมายถึงการ
กระทำที่ทำสม่ำเสมอเป็นกิจวัตร เมื่อพิจารณาตามความหมายในย่อหน้าที่
8 จะเห็นว่าวัตรปฏิบัติที่ว่านี้
ได้แก่การสวดมนต์ประจำวัน (daily prayer) หรือที่เรียกกันว่าทำวัตรเช้า
ทำวัตรเย็นนั่นเอง
reinterpret
(v ตีความ; แสดงความหมายที่ต้องการถ่ายทอดออกมาในรูปของการแสดง)
ส่วน re-
เป็น prefix หมายถึง อีกครั้งหนึ่ง คำนี้มีที่ใช้อยู่สองที่คือในย่อหน้าที่
7 และ 8 เนื่องจาก rituals (วัตรปฏิบัติ) และ precept
(n. ศีล หรือข้อห้าม) เป็นสิ่งที่คุณสุลักษณ์อยากให้มีการนำมาตีความหรือ
พิจารณาความหมายกันใหม่ อย่างไรก็ตามในย่อหน้าที่ 7 นี้ดิฉันไม่ได้แปลคำ
reinterpret ออกมา
อย่างชัดเจนอย่างในย่อหน้าที่ 8 เนื่องจากเห็นว่าประโยคแปลนั้นรวมเอาความหมายของคำนี้ไว้แล้วค่ะ
สำหรับโครงสร้างประโยคในย่อหน้าที่
8 นั้น มีส่วนขยายของ daily prayer เป็น past participle
phrase โดยมีเครื่องหมาย มหัพภาค คั่นไว้ ลักษณะการวางส่วนขยายเช่นนี้ไม่มีในภาษาไทยค่ะ
และ
มักเป็นปัญหาในการอ่านภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นมากทีเดียว
ดิฉันมักแนะนำให้นักศึกษา
อ่านข้ามข้อความขยายเช่นนี้ไปก่อน เมื่อแปลก็จะได้เป็นข้อความว่า
ท่านพุทธทาสริเริ่มนำเอา
คำแปลเป็นภาษาไทยมา... แล้วจึงตามด้วยข้อความขยายดังกล่าว
introduce
(v. แนะนำหรือนำมาใช้เป็นครั้งแรก) ดิฉันใช้คำว่า ริเริ่ม เพราะคำว่า
แนะนำ นั้นจะทำ
ให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่าท่านเพียงแต่แนะนำ ยังไม่ได้มีการลงมือปฏิบัติ
esoteric
(adj. มีลักษณะที่คนเข้าใจยาก และน้อยคนที่จะชอบ)
vernacular (adj. ลักษณะภาษาชนิดที่คนทั่วไปใช้กันอยู่)
precept (n. ศีล หรือข้อห้าม) แต่เนื่องจากเป็นการกล่าวถึงข้อห้ามของพระภิกษุสงฆ์
ดิฉันจึงใช้ว่า
พระวินัย
enticing ( present participle ล่อใจให้ละทิ้งสิ่งหนึ่งเพื่อไปหาอีกสิ่งหนึ่ง)
ล่อใจให้หลงติด ก็น่าจะ
เหมาะในที่นี้
indecorum
(n. ความประพฤติเสื่อมเสีย) ตรงนี้ดิฉันอยากขอให้ท่านผู้อ่านสังเกตด้วยว่าศัพท์ที่ยกมา
ทุกคำนี้ล้วนเป็นคำที่ใช้อย่างเป็นทางการทั้งนั้นค่ะ
ย่อหน้าที่
9
เครื่องหมาย
แสดงว่าข้อความที่ตามมาเป็นข้อความขยาย ลักษณะนี้ใช้มากในการเขียนภาษาอังกฤษ
แต่เนื่องจากภาษาไทยไม่มี จึงต้องเชื่อมด้วยวลีว่า ในแง่ที่ว่า
indulgence (n. ปล่อยตัวปล่อยใจ
ให้อยู่กับบางอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความสนุกสนาน แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ไม่ดีเสมอไป)
ใน
เรื่องนี้ดิฉันใช้คำภาษาไทยว่า ลุ่มหลง ซึ่งมีความหมายในทางไม่สู้ดี
แต่สำหรับกับบริบทนี้ก็สามารถ
ใช้ได้ค่ะ
exploitation
(n. การใช้อย่างไม่ถูกต้อง มักเป็นในเชิงทำลาย) เบียดเบียน
จึงเหมาะค่ะ
ย่อหน้าที่
10
gist
(n. ใจความสำคัญของข้อความ หรือแก่น) tame (v. ทำให้เชื่อง)
คำหลังนี้เป็นการใช้คำอย่าง
อุปมาอุปมัยว่าต้องการลดกระแสเชี่ยวของพลังลัทธิวัตถุนิยม ทุนนิยม
และบริโภคนิยมลง ส่วนคำว่า
word นั้นดิฉันไม่อยากแปลตรงๆ ว่า คำ แต่ใช้วลีว่า สิ่งที่ท่านเขียนไว้
เพราะคิดว่าในบริบทนี้
มีความหมายมากกว่า คำ ตรงตามตัวอักษร แต่ว่าเป็นทุกอย่างที่ท่านเขียนไว้
แต่โดยที่ไม่มีการ
นำไปปฏิบัติค่ะ
จนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีค่ะ
|