|
หัวข่าว
หัวข่าวนี้เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของความแตกต่างระหว่างโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษกับภาษาไทย
ภาษาอังกฤษนั้นโครงสร้างประโยค มีลักษณะเรียงกันเป็น subject
+ verb + object แม้แต่ใน
อนุประโยค ตัวอย่างเช่น ...dams may blur borderline
วลีนี้ในภาษาไทยจะแปลตามโครง
สร้างภาษาอังกฤษไม่ได้ค่ะ เพราะคำว่า มัว (blur)
ของไทยเป็นคำคุณศัพท์ไม่ใช่กริยา จึงต้องใช้ว่า
ทำให้...มัว รูปประโยคลักษณะนี้มีมาก เช่น The news brightened
her up. ข่าวทำให้อารมณ์
เธอสดใสขึ้น His remarks frightened her. คำพูดของเขาทำให้เธอตื่นตระหนก
ในขณะที่คำ
คุณศัพท์ในภาษาอังกฤษกลับเป็นคำกริยาในภาษาไทย เช่น เด็กคนนี้ฉลาด
This kid is bright.
เขาผอมมาก He is very thin. เมื่อต้องเขียนประโยคในภาษาอังกฤษเราจึงมักเขียนกันว่า
This kid
bright. He very thin. เป็นต้น
การพูดถึงชื่อคนธรรมดาที่ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ในข่าวภาษาอังกฤษมักไม่มีคำนำหน้าชื่อ
แต่ในภาษา
ไทยเรามีคำว่าคุณ นาย นาง นางสาว หรือใช้อาชีพ นำหน้าชื่อเสมอ
ยกเว้นเป็นการแสดงความสนิท
สนม ในการแปลทั่วไปดิฉันก็ยังคิดว่าน่าจะใช้คำนำหน้านามตามวัฒนธรรมของผู้อ่าน
เช่นที่ใช้ นาย
ในเนื้อข่าว ยกเว้นในหัวข่าวซึ่งจำเป็นต้องให้สั้นกระชับ ดิฉันจึงไม่ได้ใช้คำนำหน้าชื่อค่ะ
ย่อหน้าที่
1
ประโยคในเครื่องหมายคำพูดมีสองอนุประโยคที่เชื่อมด้วย therefore
น่าสังเกตว่า อนุประโยคหลัง
therefore ไม่มีประธาน แต่การไม่มีประธานให้เห็นก็เท่ากับสื่อความว่าประธานเป็นตัวเดียวกับ
อนุประโยคแรก ก็คือ construction และประโยคเต็มๆ ก็คือ
the construction would
require ... ค่ะ ศัพท์ที่น่าสนใจได้แก่ deliberation (n.การพิจารณาอย่างรอบคอบ)
ย่อหน้าที่
2
ดิฉันแปล
dams ว่าเขื่อนทั้งสอง เพราะต้องการสื่อความหมาย plural
ของคำนี้ ซึ่งถ้าจะแปลว่า
เขื่อนหลายเขื่อนก็จะไม่ตรงตามความหมายในต้นฉบับค่ะ นอกจากนั้นยังเติมคำว่า
"เพราะ" เป็น
การเชื่อมความระหว่างประโยคให้ชัดเจนขึ้น
ย่อหน้าที่
3
NSC
ย่อมาจาก National Security Council ส่วนกาลที่แสดงด้วย
past perfect ซึ่งให้
ความหมายว่าเป็นเรื่องที่เกิดก่อนหน้าเรื่องที่เราพูดถึง ในภาษาไทยใช้วลีบอกเวลาเพื่อขยายความ
ดิฉันใช้ว่า เคยแสดงความกังวล ซึ่งน่าจะฟังเป็นธรรมชาติกว่าคำว่า
ได้แสดงความกังวล
การใช้คำที่มีความหมายเหมือนกัน
(synonym) มีใช้ในภาษาอังกฤษเสมอ แต่ในภาษาไทยใช้ไม่
มากแต่หากใช้ก็ทำให้เกิดความสละสลวยของภาษาได้ดีไม่น้อย เช่นคำว่า
planned ในย่อหน้าแรก
ดิฉันใช้ว่า "ที่มีการวางแผนกันไว้" ส่วนในย่อหน้านี้ดิฉันใช้ว่า
"ที่เคยมีดำริจะทำ"
rapids
(n. คำนามคำนี้ต้องเป็นพหูพจน์เสมอ) หมายถึงส่วนของแม่น้ำที่มีน้ำไหลเชี่ยวเนื่องจากมี
เกาะแก่งขวาง reefs (n. แนวทรายหรือหิน อยู่เหนือน้ำเล็กน้อย
หรืออยู่ปริ่มๆ น้ำ) shoal (n. ปลา
ที่ว่ายกันเป็นฝูง, สันทรายที่ทำให้น้ำตื้นเขิน) ในที่นี้เป็นความหมายหลังค่ะ
ย่อหน้าที่
4
suspended
(v. แขวน, ห้อย, ยกเลิกชั่วคราว) ในบริบทนี้ความหมายคือ ยกเลิกชั่วคราว
หรือ
ชะลอไว้ก่อน
ย่อหน้าที่
5
present
perfect ก็เป็นกาล ที่ต้องใช้วลีบอกเวลาขยายในภาษาไทย เช่นในประโยคแรกนี้
ดิฉันใช้
"เท่าที่ผ่านมา"
คำว่า
authority มีความหมายหลายอย่าง วิธีหนึ่งที่จะเลือกความหมายได้ถูกต้องคือการดูลักษณะ
ของคำนาม เช่นคำนี้ ถ้าเป็น uncountable noun จะแปลว่า "อำนาจ"
ถ้าเป็น countable noun
ที่เป็นเอกพจน์เสมอหมายถึง "องค์กรที่เป็นเจ้าหน้าที่ ที่มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องนั้นๆ
ได้" เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือ the Electricity
Generating Authority of Thailand ใน
ย่อหน้าถัดไป และถ้าเป็นคำนามชนิด countable แต่เป็นพหูพจน์เสมอหมายถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ
ในระดับประเทศ ความหมายของคำในย่อหน้านี้จึงเป็นความหมายสุดท้ายค่ะ
ย่อหน้าที่
6
คำว่า
refer (v. อ้างถึง, กล่าวถึง, บอกให้ทราบเพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป)
ในที่นี้เป็นความหมาย
สุดท้ายอีกเช่นกันค่ะ คำแปลสั้นๆ ก็คือ การเสนอเรื่อง
สองบรรทัดสุดท้ายมีข้อความขยายในรูปวลีหลายวลี
และจบลงด้วยอนุประโยค ...that marks the
Thai-Burmese border ในภาษาไทยไม่ค่อยมีการขยายต่อๆ กันยาวเช่นนี้
เป็นเหตุให้ดิฉัน
ต้องแยกอนุประโยคออกมาเป็นประโยคใหม่ค่ะ
พบกันใหม่ในฉบับหน้า สวัสดีค่ะ
|