|
หัวข่าว
การตั้งชื่อเรื่องอะไรก็ตามจะเป็นการสรุปเนื้อความทั้งหมดลงมาให้เหลือเพียงประโยคหรือวลีเดียว
ฉะนั้นการแปลให้ดีต้องอาศัยการอ่านทั้งเรื่องก่อนค่ะ การตั้งชื่อหัวข่าวมักอยู่ในรูปของวลีโดยตัดส่วน
tense ออก เช่น State urged (รัฐถูกเรียกร้องทำอะไรอย่างหนึ่ง)
ก็มาจาก The state was
urged เมื่อเป็น passive voice ผู้แปลก็ต้องคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไรจึงจะหลีกคำว่า
ถูกเรียกร้อง ได้ ดิฉันใช้คำว่า ต้อง โดยให้รูปประโยคช่วยสื่อความหมายของการเรียกร้องแทน
Perks
(v. ย่อมาจากคำว่า perquisite หมายถึงการให้ผลตอบแทนพิเศษในรูปอื่นที่ไม่ใช่เงินและไม่
ต้องเสียภาษีรายได้) การตั้งหัวข่าวรองก็นิยมเป็นวลี แต่ของไทยเก็บรูปวลีนี้ตามต้นฉบับแล้วไม่สวยค่ะ
ย่อหน้าที่
1
ในการอ่านอย่ามองข้ามคำเล็กคำน้อย
เช่น and or และพวก suffix ที่แสดงหน้าที่ของคำ พวกนี้ช่วย
ได้มากจริงๆ ค่ะ อย่างเช่นประธานของประโยคแรก Tax incentives
and supportive state
policies คำว่า and และ or ต้องใช้เชื่อมโครงสร้างที่มีความเสมอกัน
เช่น นามวลีกับนามวลี ทำให้
เราทราบว่า สิ่งที่รัฐต้องให้มีสองอย่างคือ tax incentives
(แรงจูงใจด้านภาษี) กับ supportive
state policies (นโยบายสนับสนุนของรัฐ) เนื่องจากทั้งสองวลีต่างก็เป็นนามวลีทั้งคู่เสมอกัน
แต่หาก
เราอ่านเป็นคำขยาย policies ทั้งหมดก็จะผิดความไป กลายเป็นว่า
นโยบายมีสองประการ
ในแง่ความสละสลวยของภาษาไทย ดิฉันก็จัดการโยกย้ายบางข้อความซึ่งท่านผู้อ่านคงสังเกตเห็นแล้ว
ย่อหน้าที่
2
คำว่า
Asian เป็นชื่อเฉพาะที่เราออกเสียงกันว่า อาเซียน แต่ทวีปเอเชียนั้นต้องเขียนถ่ายเสียงตามที่มี
กำหนดไว้ตามประกาศของราชบัณฑิตยสถานค่ะ ในย่อหน้านี้มีการโยกย้ายข้อความเพื่อความสละสลวย
เช่นกันค่ะ
ย่อหน้าที่
3
หากเราถือว่าการนำกรรมมาขึ้นต้นประโยคก็เป็นประโยค
passive แล้ว ดิฉันรู้สึกว่าประโยค passive
ในภาษาไทยบางครั้งไม่จำเป็นต้องมีคำว่า "ถูก" เสมอไป อย่างเช่นประโยคแรกนี้
คำเล็กๆ
อย่างบุพบทมีประโยชน์มากเช่นกันค่ะ เพราะคำพวกนี้เป็นเครื่องหมายให้ทราบว่าเป็นบุพบท
วลี ซึ่งประกอบด้วย คำบุพบทและนามวลีอย่างละหนึ่งสำหรับทำหน้าที่ขยาย
การมองเป็นกลุ่มคำเช่นนี้
ทำให้เราสามารถอ่านเก็บความได้ดีโดยเฉพาะเมื่อเป็นวลียาวๆ อย่างเช่น
more percentage of
profit on corporate social responsibility activities เมื่อแปลเราก็สามารถยกมาใช้ได้
ทั้งวลีแม้จะมีการสลับที่วลีกันบ้างเพื่อให้สละสลวยก็จะไม่ผิดความ
ย่อหน้าที่
4
คำว่า
this ต้องตีความว่าหมายถึงสิ่งที่พูดถึงในย่อหน้าที่ 3
ถ้าแปลตรงๆ in order to do this ก็คือ
เพื่อให้ทำเช่นนี้ได้สำเร็จ ปรับให้สวยขึ้นโดยคงความเดิมและอ้างถึงความในย่อหน้า
3 ด้วย ดิฉันจึงใช้ว่า
เพื่อให้แนวคิดนี้เป็นผล
และเนื่องจากเราพูดกันอย่างต่อเนื่องในเรื่องเดียวคือโครงการรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท
ดิฉันเห็นว่า
การใช้คำสรรพนาม นี้ แทนทั้งบุพบทวลีสุดท้ายของย่อหน้า
น่าจะดีกว่าแปลซ้ำค่ะ
ย่อหน้าที่
5
โครงสร้างภาษาต้นฉบับเป็นประโยคเดี่ยวที่มีการใช้ส่วนขยายเป็นอนุประโยค
ตั้งแต่ where... แต่ดิฉัน
คิดว่าการทำส่วนขยายอยู่ในรูปของประโยคสั้นๆ จะทำให้งานแปลอ่านง่ายขึ้น
การทำเช่นนี้ก็แล้วแต่ผู้แปล
แต่ละท่านค่ะ ขออย่างเดียวว่าไม่ให้ผิดความหมาย
ย่อหน้าที่
6
การแปลชื่อเฉพาะทุกครั้งต้องวงเล็บชื่อภาษาอังกฤษไว้ด้วย
ย่อหน้าที่
7
ตอนท้ายประโยคตั้งแต่หลังคำว่า
in relation to (ในเรื่องที่เกี่ยวกับ) มีโครงสร้างภาษาอังกฤษที่
ต้องอ่านอย่างพิเคราะห์เพื่อไม่ให้หลงทาง ขอให้สังเกต suffix -ing
ในคำว่า building และคำที่มี
โครงสร้างที่เสมอกันก็คือ creating จากโครงสร้างทำให้เราทราบว่าขอบเขตที่ข่าวกล่าวไว้มีเพียง
สองเรื่องคือ การสร้างสาธารณูปโภค (infrastructure) กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ
(eco-
nomic opportunities) ส่วน and access to core services...
เนื่องจากไม่ใช่โครงสร้าง
ที่เสมอกับสองเรื่องแรก จึงนับว่าเป็นเพียงส่วนต่อของ economic
opportunities ในภาษาไทยเรา
จึงควรเขียนติดกันโดยไม่เว้นวรรคค่ะ
ย่อหน้าที่
8
ขอให้สังเกต
บุพบท at และ up to นะคะ เพราะจะแยกให้เราเห็นเป็นกลุ่มของส่วนขยายประธาน
solutions ได้ ด้วยเหตุนี้ require ก็คือกริยาของประโยค
เรื่องของโครงสร้างเป็นเรื่องที่สำคัญใน
การอ่านไม่น้อยไปกว่าศัพท์ การฝึกฝนให้สายตาแหลมคมเพื่อมองเห็นตัวช่วยต่างๆ
ได้ จะทำให้จับความ
เรื่องที่อ่านได้ถูกต้องและรวดเร็วยิ่งขึ้นค่ะ
จนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีค่ะ
|