|
คำอธิบาย
ชื่อวรรณกรรมที่นำมาเป็นบทเรียนแปลนี้
เป็นชื่อของภาพยนตร์ นวนิยาย และบทความเป็น
ทั้งวรรณกรรมบันเทิงคดี และสารคดี แบ่งเป็น 4 กลุ่มตามที่นิยมปฏิบัติกัน
จากการปฏิบัติสู่
หลักการ ก่อนอื่นอย่าลืมว่าชื่อวรรณกรรม หรือหนังสือ หรือภาพยนตร์มีความสำคัญที่สุด
เพราะผู้เขียนวรรณกรรมทุ่มเทความคิด และเวลามากมายเพื่อหาชื่อมาตั้งให้แก่งานของตน
เพื่อบอกลักษณะของงานให้ผู้คนรู้จัก เข้าใจ และเห็นคุณค่า ยิ่งถ้างานนั้นออกสู่สาธารณชน
และสู่ตลาดก็ย่อมมีความหมายมากยิ่งขึ้น ชื่อดีๆขายได้ตั้งแต่แรก
นี่เป็นกฎแห่งตลาด
วรรณกรรม หลายคนซื้อหนังสือหรือเข้าชมภาพยนตร์เมื่อเพียงได้ยินชื่อเท่านั้น
ชื่อที่ดีสามารถ
เร้าใจผู้อ่านผู้ชมให้ติดตามงานนั้น และเป็นการสื่อนัยระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านด้วย
การแปลชื่อ
วรรณกรรมก็มีจุดประสงค์เช่นเดียวกัน แต่ก็มีกลวิธีการแปลเฉพาะ
ซึ่งยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่า
การตั้งชื่อ เพราะต้องคิดหาคำแปลที่ทั้งสื่อความหมาย เร้าใจ และตรงกับชื่อในต้นฉบับ
งาน
เช่นนี้ถ้าใครไม่เเคยเจอก็จะไม่รู้
หลักที่ 1 ใช้ชื่อเดิม
การแปลแบบนี้
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นการแปลแบบไม่แปล คือการเขียนเป็นภาษาไทย
ด้วยวิธีถ่ายทอดเสียงของคำในภาษาอังกฤษ หรือถ่ายทอดตามตัวอักษรซึ่งเรียกว่าทับศัพท์
ผู้แปลจะใช้วิธีนี้ก็ต่อเมื่อพิจารณาดูแล้วเห็นว่าชื่อภาษาอังกฤษสามารถดึงดูดใจได้เพียงพอและ
เป็นที่รู้จักดีแล้วในหมู่คนไทย ®
Dracula n. เมื่อราว 20-30 ปีมาแล้วคนไทยยังไม่ค่อยรู้จัก
มากนัก ดังนั้นจึงขยายความต่อว่าผีดิบดูดเลือด เป็นชื่อนวนิยาย
และภาพยนตร์สยองขวัญ
ชื่อหนังสือและภาพยนตร์ ®
The Lord of the Rings ®
The Hobbit และ®
Harry Potter
มีการประโคมข่าวมาจากต่างประเทศอย่างโด่งดังและยาวนาน จนคนไทยชินหูอยู่ในกระแส
ปรากฎการณ์ ดังนั้นการแปลโดยเขียนภาษาไทยตามเสียงอ่านภาษาอังกฤษจึงเพียงพอแล้ว
หลักที่ 2 แปลตรงตัว
ถ้าชื่อในต้นฉบับภาษาอังกฤษมีความหมายครบถ้วนเหมาะสม
ผู้แปลจะใช้วิธีแปลแบบตรงตัว
โดยรักษาความหมายไว้ด้วยการเรียงคำตามหลักภาษาไทย อย่าลืมว่าชื่อที่ดีจะมีลักษณะไพเราะสั้น
กะทัดรัด และสื่อความหมายได้ชัดเจน มีผู้ย่อลักษณะที่ดีของการตั้งชื่อวรรณกรรมว่าต้องมี
3 ส คือ
สวย สั้น สื่อ บางครั้งการแปลแบบตรงตัวจะขาดลักษณะที่ดีไปบ้าง
เช่น ® Outcasts tales
n.
เป็นคำที่สั้นกะทัดรัด แต่ไม่สามารถแปลโดยรักษาความสั้นพร้อมกับความหมายที่ครบถ้วนได้
ผู้แปลส่วนใหญ่จะเลือกความหมายที่ครบถ้วนถูกต้องเป็นอันดับแรก
ดังนั้นจึงต้องใช้คำหลายๆ คำ
ฟังดูยืดยาว การแปลชื่อยาวๆเช่นนี้นิยมใช้กับการแปลเรื่องราวที่เป็นทางการ
บทความวิชาการ ชื่องานวิจัย ชื่อโครงการ ฯลฯ ®
Half a Life n. เป็นชื่อนวนิยายเขียนโดย ไนปอล (V.S.
Naipaul) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมปี 2001 ผู้แปลสามารถรักษา
3 ส ไว้ได้อย่างดียิ่ง
ครึ่งทางชีวิต ฟังดูขึงขัง แฝงปรัชญา และทิ้งปมน่าสนใจไว้ให้คิดต่อไปว่าอีกครึ่งหนึ่งนั้นชีวิต
จะเป็นอย่างไรชวนติดตาม
หลักที่ 3 แปลบางส่วน ดัดแปลงบางส่วน
ผู้แปลจะใช้การแปลวิธีนี้ต่อเมื่อชื่อในต้นฉบับห้วนสั้นจนเกินไป
ไม่ไพเราะ สื่อความหมายไม่ชัด
เจน ไม่ดึงดูดใจ ไม่น่าสนใจ เช่น ®
Gangsters n. ถ้าใช้คำแปลแบบที่ 1 และ 2 ว่า แกงสเตอร์
จะสื่อไม่ชัดเจน ผู้แปลจึงดัดแปลงด้วยการเติมคำขยาย ซึ่งในที่นี้อาจจะกระตุ้นความสนใจแรงไป
หน่อยค่ะ ® Spider
n. กรณีนี้ก็เช่นเดียวกับ Gangsters ส่วนชื่อที่ดัดแปลงได้ดีมากอีกแบบหนึ่ง
คือ ® Stingy recluse
wills million n. stingy adj. ตระหนี่ recluse
n. ผู้อยู่โดดเดี่ยว สันโดษ
wills v. ทำพินัยกรรม ยกให้ millions n. หลายล้าน
ส่วนที่ดัดแปลงคือการเติมคำ เฒ่า กับ ญาติ
นั้นทำให้ชื่อบทความเชิงข่าวนี้มีความหมายครบถ้วนสมบูรณ์ฟังแล้วเข้าใจชัดเจน
® Avalance
n. ถ้าแปลตรงตัวตามแบบที่ 2 (แปลตรงตัว) ว่าหิมะถล่มอาจเข้าใจผิดว่าเป็นสารคดีได้
แต่นี่
เป็นภาพยนตร์บันเทิงคดี แสดงการผจญภัยที่ต้องใช้ไหวพริบก่อให้เกิดความตื่นเต้นเร้าใจ
จึงต้อง
เขียนขยายความ
หลักที่ 4 ตั้งชื่อใหม่
การแปลแบบตั้งชื่อใหม่นี้มีเงื่อนไขขอบเขตที่จำกัดต้องอยู่ในกรอบของชื่อเรื่อง
หรือเนื้อเรื่อง
เป็นการแปลที่ยากมาก เพราะผู้แปลต้องเข้าใจเรื่องราวอย่างถ่องแท้
จับประเด็นสำคัญได้ถูกต้อง
สังเกตเห็นลักษณะเด่นของเรื่อง ตลอดจนจุดประสงค์ของผู้เขียนต้นฉบับ
ขณะเดียวกันก็ต้องคิดหา
ถ้อยคำที่ฟังดูไพเราะ ดึงดูดใจ เช่น ®
Left Behind n. เป็นชื่อนวนิยายที่บรรยายถึงปริศนาดำมืด
ที่ชาวโลกพิศวงว่าผู้คนหายไปไหนชั่วพริบตา ทิ้งสิ่งของไว้เบื้องหลัง
เช่น เสื้อกางเกงที่ใส่อยู่กอง
บนเก้าอี้ แต่ตัวตนหายไป มีผู้พยายามสืบหาผู้ที่หายสาบสูญไปไม่กลับคืนมา
ชื่อนี้เล่นคำ ส อย่าง
ไพเราะ มีลักษณะที่ดีของการเขียน 3 ส คือ สวย สั้น สื่อ ®
Punch n. ชื่อภาพยนตร์ถ้าแปลตรงตัว
(หลักที่ 2) ว่าหมัดเด็ดจะฟังดูซื่อๆแข็งๆ การตั้งชื่อใหม่ว่า
สังเวียนสาวหมัดเปลือย แสดงให้
เห็นศิลปะการใช้คำที่เร้าใจชวนสงสัย®
Possession n. เป็นชื่อ นวนิยาย ถ้าใช้การแปล 3
แบบ
ดังกล่าวจะไม่น่าสนใจเลย แต่การแปลด้วยวิธีที่ 4 ทำให้ได้ชื่อที่ฟังแล้วหวานชื่น
และน่าตื่นเต้น
® Just So Stories n.เป็นชื่อวรรณกรรมนิทานประเภทนิทานทำไม
(Why Tale) เขียนโดย
รัดยาร์ด คิปลิง (Rudyard Klipling) ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเมื่อ
พ.ศ.2450
ผู้แปลใช้วิธีแปลแบบตั้งชื่อใหม่ตามลักษณะเนื้อหาที่กล่าวถึงต้นกำเนิดของสิ่งต่างๆ
เช่น ทำไมอูฐ
จึงมีหนอก ทำไมช้างจึงมีงวงยาว ซึ่งแฝงแง่คิดชวนไตร่ตรอง เป็นนิทานที่ช่วยฝึกฝนความคิดและ
จินตนาการให้แก่เยาวชน
ตามหลักการของศาสตร์แห่งการแปลนั้น หลักที่ 2 (แปลตรงตัว)
เป็นการแปลที่ดีที่สุด เพราะ
ผู้อ่านภาษาไทยกับผู้อ่านภาษาอังกฤษ จะเข้าใจชัดเจนตรงกัน การแปลแบบหลักที่
1 (ใช้ชื่อเดิม)
ทำให้ผู้อ่านภาษาไทยรู้จักชื่อวรรณกรรมต้นฉบับ แต่ความเข้าใจอาจจะไม่ชัดเจนนัก
ส่วนหลักที่ 3
(แปลบางส่วนดัดแปลงบางส่วน) ทำให้ผู้อ่านภาษาไทยรู้จักและเข้าใจต้นฉบับ
แต่ถ้าการดัดแปลง
ด้วยการตัดต่อเติมแต่งเกินพอดีและมุ่งเอาใจตลาดมากเกินไป ก็จะได้ผลทางด้านการตลาดเท่านั้น
อาจจะทำให้ผู้อ่านผู้ดูภาพยนตร์เข้าใจผิดได้ ตัวอย่างที่นำมาประกอบการแปลโดยใช้หลักที่
3
นี้ได้คัดเลือกชื่อที่ดัดแปลงอย่างเหมาะสม หลักที่ 4 (ตั้งชื่อใหม่)
เป็นดาบสองคมที่มีทั้งคุณและ
โทษ คุณของการตั้งชื่อใหม่ทำให้ได้ชื่อที่เร้าความสนใจ ถูกใจตลาด
แต่โทษของการตั้งชื่อใหม่ที่
ขาดความรับผิดชอบและขาดศิลปะจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด และไม่สามารถโยงไปสู่วรรณกรรม
หรือภาพยนตร์ต้นฉบับได้เลย
หวังว่าบทเรียนแปลวันนี้คงเป็นคำตอบที่มีประโยชน์บ้างตามสมควร
พบกันใหม่โอกาสหน้าค่ะสวัสดีค่ะ สิทธา พินิจภูวดล
|