|
หัวข่าว
หัวข่าว อยู่ในรูปประโยคที่ละกริยาแท้ be (guilty)
ซึ่งเป็นกริยาที่ทางไวยากรณ์เรียกว่า weak verb
คือเป็นกริยาที่ไม่มี action และไม่ได้สื่อความหมายทางด้านเนื้อหา
การละกริยา be เป็นเรื่องปกติ
ธรรมดาในการเขียนหัวข่าวค่ะ
นามวลี man, 86, นั้นในหนังสือพิมพ์ทั่วไปมักใช้คำว่า
เฒ่า มากกว่าใช้ว่า ผู้ชายวัย 86 ที่จริงคำว่า
เฒ่านี้เหมาะมากกับเนื้อหาในเรื่องนี้ด้วยค่ะ เพราะผู้อ่านทราบได้เลยว่าเป็นชาย
ถ้าเป็นหญิงจะ
เรียกว่า แม่เฒ่า หรือ หญิงชรา sex tour ดิฉันใช้ทับศัพท์
เนื่องจากเป็นคำที่รู้จักกันทั่วไปอยู่แล้ว
และที่สำคัญสั้นกระชับเหมาะกับหัวข่าวมากกว่าที่จะแปลว่า การเดินทางเพื่อกิจกรรมทางเพศ
plan ในบริบทนี้ใช้ว่า เตรียมตัวเพื่อให้ดูไม่เป็นทางการเท่ากับใช้ว่า
วางแผน
ย่อหน้าที่
1
5
to be found (not) guilty หมายถึงถูกตัดสินว่า(ไม่) ผิด
molest (v.) การรุกราน ข่มเหง
รังแก และมักจะใช้ว่าล่วงละเมิดเมื่อเป็นเรื่องทางเพศ violation
(n) การฝ่าฝืนกฎ ระเบียบ หรือ
ข้อบังคับ federal law หมายถึงกฎหมายที่ออกโดยรัฐบาลกลางและมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ
ไม่ใช่กฎหมายที่ออกโดยรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งจะมีผลบังคับใช้เฉพาะภายในรัฐนั้นๆ
ที่เรียกว่า state
law
ย่อหน้าที่
2
5sighting จากคำว่า judge
นี้ทำให้ผู้อ่านเห็นว่าคดีประเภทนี้ตัดสินโดยผู้พิพากษาเพียงคนเดียว
ไม่ต้องใช้คณะลูกขุนซึ่งสอดคล้องกับเนื้อความในย่อหน้าที่ 6 ว่า
non-jury trial คำว่า counts
(n) ในทางกฎหมายหมายถึงข้อหา เหมือนกับคำว่า charges ค่ะ
minors (n) คือผู้ที่ยังไม่บรรลุ
นิติภาวะตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ ใช้สั้นๆ ว่า ผู้เยาว์
ย่อหน้าที่
3
5term
(n) ในบริบทนี้หมายถึงระยะเวลาที่จะต้องปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่งหรือถูกจำกัดให้อยู่
ในที่ใดที่หนึ่ง to face a term of
จึงหมายถึงถูกตัดสินลงโทษจำคุก
ถ้าติดคุกก็จะใช้ว่า to
serve a term
ย่อหน้านี้มีคำว่า minimum (adj.)คืออย่างน้อยที่สุด
และ maximum (adj.) คืออย่างมากที่สุด
หรืออย่างสูงสุด ทั้งสองคำนี้ขยาย term การแปลตรงๆ ว่าต้องโทษจำคุกอย่างน้อยที่สุด
10 ปี และ
อย่างมากที่สุด 270 ปี ในบริบทนี้อาจทำให้ผู้อ่านซึ่งไม่ได้มีโอกาสอ่านภาษาในต้นฉบับเข้าใจว่า
นายคนนี้ต้องโทษในคดีเดียวโดยติดคุกต่ำสุด 10 ปีจนถึง 270 ปี ฉะนั้น
เพื่อให้ข้อความกระจ่าง
ดิฉันจึงเพิ่มคำว่า ในคดีเบาสุด และในคดีหนักสุด
การแปลในลักษณะเพิ่มเติมความเพื่อให้ความกระจ่างแก่ผู้อ่านเช่นนี้เป็นที่วิจารณ์กันไม่น้อยค่ะ
นักแปลบางท่านคิดว่าไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่ควรเพิ่มเติมหรือตัดทอนข้อความใดๆ
ทั้งสิ้น ถือว่าเป็น
การซื่อตรงต่อต้นฉบับ ดิฉันก็ยังคิดว่าควรเป็นเช่นนั้นค่ะ เพียงแต่เพิ่มเติมอีกนิดว่าเราควรคิดถึง
ลักษณะการใช้งานของงานแปลด้วย หากเป็นงานที่อ่านเพื่อความรู้ความบันเทิง
ผู้แปลก็อาจเพิ่มเติม
ได้ในกรณีที่เป็นการให้ความกระจ่างกับผู้อ่านมากขึ้นและโดยไม่ผิดความ
แต่หากเป็นงานแปลที่
สำคัญเช่นเพื่อใช้เพื่ออ้างอิง ก็ต้องไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ แต่อาจนำมาอธิบายขยายความได้ใน
เชิงอรรถค่ะ
ย่อหน้าที่
4
5 The retired business
owner ก็คือนายเซลแจน เนื่องจากธรรมชาติของภาษาอังกฤษ
จะพยายามไม่ใช้คำซ้ำฉะนั้นหากอ่านไม่ระวังก็อาจเข้าใจว่าเป็นอีกคนหนึ่งได้
การสังเกตคำว่า
the จึงมีความจำเป็นมากค่ะ ดิฉันใช้คำว่า ผู้นี้ กำกับไว้ด้วยเพื่อให้ทราบว่าก็คือนายเซลแจน
นั่นเอง
to be enacted (v.) หมายถึงตราขึ้นเป็นกฎหมาย หรือออกเป็นกฏหมาย
ซึ่งในกรณีนี้เป็น
กฎหมายที่ชื่อ Protect Act คำว่า prosecute (v)
หมายถึงการนำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาล
penalties (n) ในทางกฎหมายคือโทษตามกฎหมาย เช่นการจำคุก หรือการปรับ
ย่อหน้าที่
5
5 defence attorney
(n) ทนายจำเลย ถ้าเป็นทนายฝ่ายโจทก์หรืออัยการในคดีอาญา
(criminal case) เรียกว่า prosecutor attorney และถ้าเป็นโจทก์ในคดีแพ่ง
(civil case)
เรียกว่า plaintiff
To exchange letters หมายถึงการเขียนจดหมายติดต่อกัน
โดยไม่ได้ระบุว่าฝ่ายใดเป็น
ฝ่ายเขียนก่อนและฝ่ายใดเป็นฝ่ายตอบ วลีนี้แปลกค่ะเพราะในภาษาอังกฤษสามารถให้ประธาน
เป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เขียนจดหมายได้ อย่างในบริบทนี้คือ he
แต่ในภาษาไทยถ้าใช้ว่า เขาเขียน
จดหมายติดต่อไปยัง... ก็อาจมีความหมายว่าเขาเป็นผู้เขียนอยู่ฝ่ายเดียว
หรือถ้าจะใช้ว่าเขาเขียน
จดหมายโต้ตอบ ก็จะมีความหมายว่าเขาเป็นฝ่ายตอบ ทางออกที่ดิฉันเลือกใช้คือเปลี่ยนประธาน
ให้เป็น ทั้งสองฝ่าย แทน
ย่อหน้าที่
6
5trial คำนามคำนี้ในทางกฎหมายคือการไต่สวน ส่วน alleged หมายถึงการถูกกล่าวหา
ย่อหน้าที่
7
5to testify คือการให้การ
หรือภาษากฎหมายคือ เบิกความ
พบกับอีกตอนหนึ่งของข่าวต่างประเทศสัปดาห์หน้านะคะ
สวัสดีค่ะ เกษมศรี วงศ์เลิศวิทย์
|