| about this site | who we are | site map | reading tips | teaching tips | student tips | build vocab |
| teaching vocab | hot links | visit Thai school | Bangkok Post | Post books | student weekly | home


Tuesday, July 11, 2006

"Translate It" is designed for the many people who are required to translate English into Thai. It will also be useful for those who like some Thai-language support for their English lessons. These lessons are also very popular with expatriates who are learning Thai at an advanced level.

FOR THAI-WINDOWS 95 USERS, *THIS PAGE IS BEST VIEWED IN CordiaUPC (14 pt) OR OTHER UPC THAI-COMPATIBALE FONTS SUCH AS LILY, DILLENIA, EUCROSOCIA, FREESIA OR IRIS*

FOR INTERNATIONAL USERS, THAI FONTS CAN BE OBTAINED FROM THE FOLLOWING URL: http://thaigate.nacsis.ac.jp/files/thaifonts.html

..............................................................


สวัสดีค่ะ

ตามปกติเรามักมองนักประพันธ์ว่าเป็นศิลปินที่มีโลกของตัวเอง ไม่ค่อยชอบออกสังคม และผลิตงาน
เขียนออกมาอย่างพิถีพิถันจนมีผลงานออกมาอย่างเก่งก็เพียงปีละเรื่อง วันนี้เราจะได้อ่านเรื่องของ
เจมส์ แพตเตอร์สัน นักประพันธ์ที่แหวกกฏเกณฑ์เดิมๆออกมาชนิดที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้

สำหรับจุดที่น่าสนใจในตัวอย่างงานแปลวันนี้ ดิฉันอยากเสนอสามเรื่องค่ะ คือเรื่องการแปลอดีตกาล
การวางส่วนขยาย และเรื่องการอ่านเพื่อแปล
Author James Patterson stands at a round pine table in a small second-floor office, where he mostly writes, in his home May 3, 2006, in Palm Beach, Fla. Patterson has published 35 books, 18 of which hit No. 1 on the New York Times best-seller list. He's sold 100 million copies, grossing $1 billion in sales. — AP

Author with the Golden Touch [1]
Brian Skoloff

  1. James Patterson says he's "Just a guy that tells stories", but his marketing tactics - which include the co-authoring of novels- have proved so successful that Harvard Business School has used him as a case study in several courses.
  2. James Patterson's life was an accident, a clashing of indecisiveness, a lost first love and an idea that there were rules for ordinary folks like him. But at 59, there is nothing ordinary about the multibillionaire author.
  3. The former chairman of advertising firm J. Walter Thompson, Patterson produces up to five books a year: Mysteries, thrillers, fantasies, love stories, and children's themes. He made $40 million (1.5 billion baht) last year - doing it in a manner that caught the eye of a Harvard University business professor.
  4. Still, despite the fame and fortune, he sees himself as "just a guy that sells stories"; his work as "scribbling".
          A literary icon? "Nope"
  5. "My books are good of their kind," Patterson says matter-of-factly, as he sits in a pale yellow multimillion-dollar waterside mansion in swanky Palm Beach with two Mercedes-Benzes parked in the driveway. There is a dock outside, but no boat. "I know the rules, and just choose to break them."
  6. Unlike many writers, Patterson is the hand that rocks his own cradle, involving himself in cover designs, organising signing events and speaking engagements. He contributes from his own pocket to his book-advertising campaigns.

นักประพันธ์มือทอง [๑]

ไบรอัน สโกลอฟ

  1. แม้เจมส์ แพตเตอร์สันจะบอกว่า
    ตัวเขา "เป็นแค่คนเล่านิทาน"
    แต่ยุทธวิธีทางการตลาดซึ่งรวม
    ถึงการใช้ผู้ประพันธ์ร่วมของเขานั้น
    ประสบความสำเร็จอย่างสูงจน
    กระทั่งฮาร์วาร์ด บิสเนส สกูลต้อง
    นำเขามาเป็นกรณีศึกษาในหลาย
    รายวิชา
  2. ชีวิตในอดีตของเจมส์ แพตเตอร์สัน
    เป็นเรื่องของความบังเอิญ เรื่อง
    ของการประดังกันเข้ามาในเรื่อง
    ที่เขาตัดสินใจไม่ได้หลายๆเรื่อง
    การสูญเสียความรักครั้งแรก และ
    ความคิดที่ว่ามีกฎเกณฑ์สำหรับ
    คนธรรมดาอย่างเขา แต่ในวัย
    59 นี้ไม่มีอะไรที่เป็นธรรมดาเลย
    ในเรื่องของนักประพันธ์เศรษฐี
    หลายพันล้านผู้นี้
  3. แพตเตอร์สันเคยเป็นประธาน
    บริษัทโฆษณาเจ.วอลเตอร์
    ทอมป์สัน ปัจจุบันผลิตผลงาน
    ปีละห้าเล่ม ทั้งเรื่องลึกลับ เรื่อง
    ชวนระทึก เรื่องแนวแฟนตาซี
    เรื่องรัก และแนวของเด็ก ปีที่แล้ว
    ทำรายได้ได้ถึง 40 ล้านเหรียญ
    สหรัฐฯ (1.5 พันล้านบาท) ด้วย
    วิธีการที่โปรเฟสเซอร์สาขาวิชา
    ทางด้านธุรกิจของมหาวิทยาลัย
    ฮาร์วาร์ดคนหนึ่งต้องจับตามอง
  4. แม้จะมีทั้งชื่อเสียงและเงินทอง
    แต่เขาก็ยังคงมองตัวเองว่าเป็น
    "แค่คนเล่านิทาน" และมองงาน
    ว่าเป็น "งานเขียนอย่างหยาบๆ"
          เป็นปูชนียบุคคลแห่งโลก
    วรรณกรรมหรือ "ไม่ใช่แน่"
  5. "หนังสือของผมก็ดีนะในแวดวง
    ของมัน" เขาพูดเรียบๆขณะนั่ง
    อยู่ในคฤหาสน์สีเหลืองอ่อนราคา
    หลายพันล้านเหรียญริมหาดย่าน
    ปาล์มบีชสุดหรู มีรถเมอร์เซเดส
    เบนซ์สองคันจอดอยู่บนทางวิ่ง
    หน้าบ้าน นอกบ้านมีอู่จอดเรือ
    แต่ขณะนี้ไม่มีเรือจอดอยู่ "ผม
    รู้กฎทั้งหลายแหล่ดี แต่ก็เลือก
    ที่จะไม่เดินตาม"
  6. เขาเป็นคนทำทุกอย่างเองซึ่ง
    ต่างจากนักเขียนจำนวนมาก
    ตั้งแต่ดูแลการออกแบบปก
    หนังสือ การจัดงานเซ็นหนังสือ
    และการจัดการนัดหมายไป
    พูดในที่ต่างๆ เขาเป็นคน
    ประชาสัมพันธ์หนังสือของ
    เขาเองทุกรายการโดยเป็น
    ผู้ออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด

¿ คำอธิบาย

เรื่องแรก การอ่านเพื่อแปลเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการทำงานแปล เพราะหากอ่านไม่ดีก็ไม่มีทาง
ที่จะทำให้งานแปลออกมาดีได้ คำว่าอ่านไม่ดีหมายถึงอ่านแล้วยังไม่เข้าใจถ่องแท้ มีความคลุมเครือ
อยู่ ซึ่งแน่นอนว่าการเลือกต้นฉบับก็มีความสำคัญ เพราะต้นฉบับคลุมเครือจะเป็นอะไรที่แปลยากมาก
และไม่สมควรแปลเพราะผู้แปลไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้อย่างถ่องแท้ เคยมีผู้ถาม
ดิฉันว่า การอ่านเพื่อแปลนี้ต้องทราบความหมายของศัพท์ทุกคำหรือไม่ ดิฉันตอบว่าทราบความหมาย
ทุกคำยังไม่พอ ยังต้องทราบด้วยว่าคำนั้นๆ โยงความคิดไปเรื่องใดจึงจะเลือกใช้คำแปลได้ถูกต้อง

วันนี้ประโยคแรกในย่อหน้าที่สองเป็นตัวอย่างที่ดีมากค่ะ James Patterson's life was an accident, a clashing of indecisiveness, a lost first love and an idea that there were rules for ordinary folks like him... เนื่องจากตัวอย่างบทแปลนี้ตัดตอนมา
จากบทความซึ่งยาวประมาณครึ่งหน้าหนังสือพิมพ์ ดิฉันจึงต้องอ่านบทความทั้งหมด จะอ่านเพียงส่วน
ที่นำมาแปลไม่ได้ เพราะแม้คำง่ายๆ อย่าง accident จะแปลสุ่มสี่สุ่มห้าว่ามีอุบัติเหตุไม่ได้หากยัง
ไม่แน่ใจว่าหมายถึงเหตุการณ์เช่นใด อ่านแล้วจึงจะเห็นว่าเป็นความบังเอิญที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจให้เกิด
เช่นการได้งานเป็นพนักงานแผนกจิตเวชที่โรงพยาบาล และอื่นๆ ที่เขานำประสบการณ์มาใช้ใน
การเขียน ไม่ใช่เรื่องของอุบัติเหตุเลย วลี a clashing of indecisiveness ที่ถ้ามองแต่วลีแล้ว
ไม่สามารถแปลให้เหมาะและถูกต้องได้อย่างแน่นอน เพราะความหมายของ clashing ที่พอเข้ากับ
บริบทได้มีสามความหมายคือ หนึ่งการปะทะกัน สองการไม่ลงรอยกันทางความคิด และสามการเกิด
เหตุการณ์หลายอย่างขึ้นพร้อมๆกันทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้ คำตอบจะอยู่ที่การอ่านข้อความต่อๆ
ไป และประมวลความออกมาค่ะ

วลี there were rules for ordinary folks like him นั้น rules คือกฎเกณฑ์ของอะไร เมื่อ
อ่านต่อไปจะเห็นคำๆนี้ เป็นครั้งแรกในย่อหน้าที่ 4 ซึ่งเป็นคำพูดของแพตเตอร์สันเองว่า "I know
the rules, and just choose to break them."
ทำให้เราต้องนึกถึงสิ่งที่นักประพันธ์ผู้นี้
ทำที่ต่างไปจากนักประพันธ์หรือวิธีการประพันธ์ของคนอื่น ซึ่งน่าจะได้แก่กฎเกณฑ์การทำงานของ
นักประพันธ์ที่ไม่เหมือนใครตามที่อธิบายไว้ในย่อหน้าที่ 5 และน่าจะรวมถึงการผลิตงานอย่างรวดเร็ว
ด้วยการใช้ผู้ประพันธ์ร่วม หรือการใช้ประโยคสั้นๆ โดยแทบไม่มีรายละเอียด ทั้งหลายทั้งปวงนี้ได้มา
จากการอ่านและประมวลความจนเข้าใจถ่องแท้ในเนื้อเรื่องทั้งหมดค่ะ

เรื่องที่สอง ของวันนี้เป็นการวางส่วนขยายค่ะ หลักง่ายๆที่ดิฉันยึดเสมอเมื่อทำงานแปลคือส่วนขยาย
ต้องวางให้ใกล้ส่วนที่ถูกขยายให้มากที่สุด เพราะถ้าวางห่างอาจทำให้เข้าใจความหมายผิดได้ เช่นใน
ย่อหน้าที่4 Patterson says matter-of-factly, as he sits in a pale yellow
multimillion-dollar waterside mansion in swanky Palm Beach ...
ซึ่งแปลได้ว่า
"คฤหาสน์สีเหลืองอ่อนราคาหลายพันล้านเหรียญริมหาดย่านปาล์มบีชสุดหรู... " หากวางส่วนขยายเป็น
" ...คฤหาสน์สีเหลืองอ่อน ริมหาดย่านปาล์มบีชสุดหรู ราคาหลายพันล้านเหรียญ..." อาจมีความหมาย
ได้อีกว่าย่านปาล์มบีชนั้นราคาหลายพันล้านเหรียญ หากเปลี่ยนวลีนี้ไปเป็นว่า ...คฤหาสน์สีเหลืองอ่อน
ริมสระมรกต ราคาหลายพันล้านเหรียญ จะต้องมีผู้อ่านบางคนตีความว่าสระมรกตราคาหลายพันล้าน
แทนที่จะเป็นคฤหาสน์ ตัวอย่างที่สองนี้คงจะเห็นชัดขึ้นนะคะ

เรื่องที่สาม เรื่องของอดีตกาลนั้นน่าสนใจไม่น้อยเพราะเรามักคิดว่าใช้คำว่า "ได้"ใส่เข้าไปก็
พอ เช่น เขาได้ไปที่บริษัทแห่งหนึ่งและได้พบผู้จัดการหลังจากที่ได้คอยถึงกว่าสองชั่วโมง ที่จริงคำว่า
"ได้" นี้เหมาะจะใช้กับความหมายว่าประธานของประโยคเป็นผู้ได้รับผลจากการกระทำนั้นๆหรือ
ได้รับสิ่งที่สมความปรารถนา เช่นเขาได้รับโทรศัพท์จาก... เราได้ทราบความจริง เขาได้พบผู้จัดการ
เขาได้เลื่อนตำแหน่ง เขาได้รับดอกไม้เป็นกำลังใจ เป็นต้น แต่ไม่ใช้กับประธานที่เป็นคนทำกริยานั้น
เช่น เขาได้มอบดอกไม้ เขาได้ไปที่บริษัท เขาได้คอยถึงกว่าสองชั่วโมง แม้ในประโยคเดียวกัน
ถ้าเติม "ได้"ก็มีความหมายว่าสิ่งนั้นสมความปรารถนาของผู้กระทำ ลองเปรียบเทียบสองประโยค
นี้นะคะเขาได้พบผู้จัดการที่โรงงาน (ตั้งใจมาพบและได้พบสมปรารถนา) เขาพบผู้จัดการที่โรงงาน
(ไม่ได้ตั้งใจจะพบ) การแสดงอดีตกาลในภาษาไทยจึงไม่ใช้แสดงด้วยคำว่า "ได้" แต่มักใช้วลีที่แสดง
กาละ เช่น เมื่อปีที่แล้ว เมื่อวานนี้ หรือใช้คำว่า "เคย หรือแล้ว" ฉะนั้นเมื่อแปลเราอาจต้องเพิ่มวลี
เหล่านี้เข้าไปให้เหมาะกับบริบทเช่น ชีวิตในอดีต ของเขาเป็นเรื่องของความบังเอิญ (ย่อหน้าที่2)
เขาเคยเป็นประธานบริษัท (ย่อหน้าที่ 3)

พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีค่ะ

เกษมศรี วงศ์เลิศวิทย์     


  • This lesson was prepared by Assoc Prof. Kasemsri Vonglertvidhya, a former lecturer in English and Linguistics at the Western Language Department, Srinakarinwirot University (Bangkhen Campus). She is now Director of the English Language Training Program, Faculty of Education, SWU and a freelance translator.

    Back to our home page

    Read our other translate it columns here.

    | © The Post Publishing Public Co., Ltd.
    All rights reserved 2006

    Last modified: July 10, 2006
    |