| about this site | who we are | site map | reading tips | teaching tips | student tips | build vocab |
| teaching vocab | hot links | visit Thai school | Bangkok Post | Post books | student weekly | home


Tuesday, July 18, 2006

"Translate It" is designed for the many people who are required to translate English into Thai. It will also be useful for those who like some Thai-language support for their English lessons. These lessons are also very popular with expatriates who are learning Thai at an advanced level.

FOR THAI-WINDOWS 95 USERS, *THIS PAGE IS BEST VIEWED IN CordiaUPC (14 pt) OR OTHER UPC THAI-COMPATIBALE FONTS SUCH AS LILY, DILLENIA, EUCROSOCIA, FREESIA OR IRIS*

FOR INTERNATIONAL USERS, THAI FONTS CAN BE OBTAINED FROM THE FOLLOWING URL: http://thaigate.nacsis.ac.jp/files/thaifonts.html

..............................................................


สวัสดีค่ะ

พบกันอีกครั้งในตอนที่สองของเจมส์ แพตเตอสัน นักประพันธ์ชื่อดังที่ผลิตผลงานออกมาได้ถึง
ปีละ 5 เล่มทั้งเรื่องลึกลับ เรื่องชวนระทึก เรื่องแนวแฟนตาซี เรื่องรัก และแนวของเด็ก ปีที่แล้ว
ทำรายได้ถึง 40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (1.5 พันล้านบาท) โดยมีวิธีการทำงานที่แหวกแนวต่างไป
จากนักประพันธ์ชื่อดังคนอื่นๆ เนื้อเรื่องในวันนี้กล่าวถึงวิธีการทำงานและจุดเริ่มต้นของการ
เป็นนักประพันธ์ที่เขาเรียกว่าเป็นเหตุบังเอิญของเขาค่ะ

สำหรับจุดที่น่าสนใจในด้านการแปลเป็นเรื่องของการที่ต้องถ่ายทอดความนัยที่แฝงอยู่ในคำ
เรื่องแรกคือ การถ่ายทอดความนัยเชิงบวกหรือเชิงลบ เรื่องที่สองคือการถ่ายทอดความนัย
ที่แสดงความไม่เจาะจง

James Patterson seen next to a poster for the film 'Kiss the Girls', which was adapted from a book he wrote, at his home in Palm Beach, Florida. He's just sold another novel, also featuring criminal profiler Alex Cross, to a Hollywood studio.
— AP

Author with the Golden Touch [2]
Brian Skoloff

  1. A few years ago, [James] Patterson began using collaborators to produce even more work. "I do have a big imagination," he says, the slit of his left eye closing to a near wink.
  2. It began with Miracles on the Seventeenth Green, the story of a middle-aged man seeking the extraordinary from his ordinary life, written with [Peter] de Jonge. "Peter is a better stylist than I am, and I'm a better storyteller than he is," Peterson says. He's since worked with five co-authors. Peterson writes the story outline. The co-author pens a first draft. After going back-and-forth, a new book is produced in about half the normal time.
  3. Of critics who said he's industrialised the art of novel writing with an assembly-line production style and flashy marketing, Patterson shrugs, yet seems to take offence.
  4. "Just because it's clean prose doesn't mean it's necessarily easy to do," he says. "It's hard to keep people glued to the page. Almost nobody does it … and [if only a few do], it can't be that easy".
  5. Patterson was raised in upstate New York, the son of an insurance salesman. At 19 he took a job as a night-shift psychiatric aide in a Massachusetts mental hospital. A move that would setoff a series of what he called "accidents" that eventually created the phenomenon of Patterson the master marketer, the man who can write no flop. "That's when I started reading a lot, but it was all serious stuff," Peterson says.
  6. "I didn't read commercial stuff and somewhere along the way I read Ulysses, and I love [James] Joyce anyway, and I thought I'm not even going to try to write serious fiction because I can't get anywhere near that."
  7. While in his twenties, he read Frederick Forsyth's The Day of the Jackle and William Peter Blatty's The Exorcist, something hit him.
  8. "These are good, too, in their own funny way" Patterson recalls thinking to himself. "I could do something like this." And the scribbling began.

นักประพันธ์มือทอง [๒]

ไบรอัน สโกลอฟ

  1. เจมส์ แพตเตอร์สันเริ่มใช้ผู้
    ประพันธ์ร่วมเพื่อผลิตงานให้
    ได้มากขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ "ผม
    เป็นคนมีจินตนาการเยอะมากๆ"
    เขาพูดพลางหรี่ตาซ้ายลงจน
    เกือบคล้ายเป็นการขยิบตา
  2. หนังสือเล่มแรกที่เริ่มเขียนด้วย
    วิธีนี้ชื่อ มิราเคิล ออน เดอะ
    เซเวนทีนธ์ กรีน
    เป็นเรื่องของชา
    ยวัยกลางคนที่แสวงหาความ
    แปลกจากชีวิตเรียบง่ายของเขา
    แพตเตอร์สันเขียนเรื่องนี้ร่วมกับ
    ปีเตอร์ เดอจองก์ "ปีเตอร์เป็น
    คนเก่งในเรื่องเลือกถ้อยคำและ
    ใช้ภาษาได้ดีกว่าผม แต่ผมเล่า
    เรื่องได้ดีกว่าเขา" นับแต่นั้นมา
    แพตเตอร์สันก็ทำงานร่วมกับ
    นักประพันธ์ 5 คน เขาจะเขียน
    เค้าโครงของเรื่อง ผู้ประพันธ์
    ร่วมเป็นผู้เขียนฉบับร่างฉบับแรก
    จากนั้นหลังจากส่งกลับไปกลับมา
    อีกหลายครั้ง หนังสือเล่มใหม่ก็
    จะสำเร็จออกมาในเวลาเพียง
    ครึ่งหนึ่งของเวลาที่ใช้เขียน
    ตามปกติ
  3. เมื่อเอ่ยถึงนักวิจารณ์ที่กล่าวว่า
    เขาเอาศิลปะของการประพันธ์
    นวนิยายมาผลิตในแบบอุตสาหกรรม
    โดยใช้วิธีผลิตแบบแยกส่วนแล้ว
    นำมาประกอบเข้าด้วยกัน รวมทั้ง
    ใช้วิธีทางการตลาดแบบหวือหวา
    แพตเตอร์สันยักไหล่แต่ก็ดูเหมือน
    จะออกอารมณ์หงุดหงิดอยู่
  4. "ผลงานเขียนที่ออกมาได้รวดเร็ว
    และหมดจดงดงามดีไม่จำเป็น
    ต้องหมายความว่าเป็นสิ่งที่ทำ
    ได้ง่ายๆสบายๆ" เขากล่าว "การ
    จะให้คนอ่านติดหนังสือจนวางไม่
    ลงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แทบจะไม่มี
    ใครทำได้ ... และถ้ามีแค่ไม่กี่คน
    ที่ทำได้ นั่นก็ต้องหมายความว่ามัน
    ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดหรอกนะครับ"
  5. แพตเตอสันเติบโตมาในรัฐ
    นิวยอร์กตอนบน เป็นบุตรชาย
    ของนักขายประกัน ในวัย19 ปี
    เขาทำงานกะกลางคืนเป็นผู้ช่วย
    ในแผนกจิตเวชของโรงพยาบาล
    โรคจิตแห่งหนึ่งในรัฐแมสซาชูเซตส์
    ซึ่งเป็นการเริ่มต้นเหตุการณ์ต่างๆ
    ที่เขาเรียกว่า "เหตุบังเอิญ" และ
    ในที่สุดก็นำมาซึ่งปรากฏการณ์
    แพตเตอร์สัน นักการตลาดมือยง
    ผู้เขียนอะไรที่ไม่สำเร็จไม่เป็น
    "นั่นเป็นช่วงที่ผมเริ่มอ่านมากแต่
    ก็เป็นเรื่องหนักๆ ทั้งนั้น" เขาเล่า
  6. "ผมไม่ได้อ่านหนังสือแนวตลาด
    ในระยะนั้นมีอยู่ช่วงหนึ่งผมอ่าน
    ยูลิซิส และผมก็ชอบเจมส์ จอยซ์
    อยู่เหมือนกัน แต่ไม่เคยคิดแม้
    แต่จะลองเขียนนวนิยายแบบ
    หนักๆ ดู เพราะผมไม่มีทาง
    เฉียดเข้าไปใกล้แนวพวกนั้น
    ได้เลย
  7. ในวัยยี่สิบกว่าๆ เขาอ่านเรื่อง
    เดอะ เดย์ ออฟ เดอะ แจคเกิล
    ของเฟรดเดอริค ฟอสไซธ์ และ
    เรื่อง เดอะ เอ็กซอซิสต์ ของ
    วิลเลียม ปีเตอร์ แบลตตี นั่น
    กระตุ้นให้เขาเกิดความคิดขึ้นมา
  8. "เรื่องพวกนี้ก็ดีเหมือนกัน คือดี
    ในแนวแปลกๆของมัน" เขาเล่า
    ความคิดของตัวเองให้ฟัง"เรา
    ก็เขียนแบบนี้ได้นี่นา" และการ
    เขียนเรื่อง"อย่างหวัดๆ" ของเขา
    ก็เริ่มขึ้น

¿ คำอธิบาย
คำที่มีนัยเชิงบวกหรือลบแฝงอยู่นั้นมีอยู่มากในภาษาอังกฤษ ซึ่งผู้แปลต้องพยายามถ่ายทอดนัย
ดังกล่าวออกมาให้ได้ค่ะ บทแปลวันนี้มีตัวอย่างอยู่สองคำ คือ flashy (ย่อหน้าที่ 8) และ funny
(ย่อหน้าที่ 13) คำแรกเป็นคำคุณศัพท์มีความหมายว่า โก้เก๋ หรูหรา ราคาแพง แต่มีนัยเชิงลบ คือ
เป็นความหรูหราที่ดูเกินเหตุ น่าหมั่นไส้ หรือไม่เหมาะกับกาลเทศะ ฉะนั้นเราจะแปลแต่เพียงว่า
หรูหรา ยังถ่ายทอดความหมายเชิงลบไม่ได้ ดิฉันจึงเลือกใช้ว่า หวือหวา

คำที่สอง funny ในประโยคว่า "These are good, too, in their own funny way." นั้นมีนัย
ในเชิงลบ ที่จริงคำนี้มีนัยบวกก็ได้คือในความหมายว่า ตลกขบขัน อย่างที่เรามักคุ้นกันอยู่ นัยลบคือ
ความหมายว่า ประหลาดพิกล น่าฉงน (คน)ไม่เต็มบาท (ธุรกิจ)ที่ไม่ตรงไปตรงมา เนื้อความตรงนี้
เมื่อดูบริบทแล้วก็คงไม่น่าจะแปลว่าตลกขบขัน เพราะ these หมายถึงนวนิยายสองเรื่องหลัง ซึ่ง
แพตเตอสันคิดว่าเมื่อเทียบกับนวนิยายคลาสสิกอย่าง ยูลิซิส และแนวเรื่องหนักๆ ของเจมส์ จอยซ์ แล้ว
ต่างกันมาก แต่ว่าดีในแนวแปลกๆ ของมันเอง (คือไม่ใช่แบบมาตรฐาน คลาสสิกเมื่อเทียบกับสอง
เรื่องแรก)

ส่วนเรื่องการถ่ายทอดความนัยที่แสดงความไม่เจาะจงนั้น คำที่ขึ้นต้นด้วย some- any- every- และ
no- เป็นกลุ่มหนึ่งที่แสดงความนัยที่ไม่เจาะจง เช่น ในย่อหน้าที่ 11 มีคำว่า somewhere และ
anywhere กลุ่มนี้มีชื่อเรียกทางไวยากรณ์ว่า indefinite adverb of position (ในกลุ่มนี้ยังมีอีก
สองคำคือ everywhere และ nowhere) การแปลคำกลุ่มนี้ไม่อาจใช้ลุ่นๆ ว่า บางแห่ง (สำหรับ
คำว่า somewhere) และ ไม่มีที่ไหน (สำหรับคำว่า anywhere) เพราะในภาษาไทยเราไม่ใช้กัน
ดังนั้นข้อความว่า ...and somewhere along the way I read Ulysses... ควรแปลว่า ...ในระยะ
นั้นมีอยู่ช่วงหนึ่งผมอ่าน ยูลิซิส... คำว่าช่วงหนึ่งเป็นการถ่ายทอดความนัยว่าไม่ได้เจาะจงว่าเป็นช่วง
ไหน และ ...because I can't get anywhere near that. ควรแปลว่า ... เพราะผมไม่มีทาง
เฉียดเข้าไปใกล้แนวพวกนั้นได้เลย... คำว่า แนวพวกนั้น ก็แสดงความนัยที่ไม่ระบุชัดว่าเป็นการ
เขียนแนวไหน เช่นกัน

ในย่อหน้าที่ 12 และ 13 ก็มีคำว่า something ในประโยค something hit him.และ I could do something like this. คุณผู้อ่านคงสังเกตเห็นแล้วว่าคำที่มีนัยไม่เจาะจงคู่นี้ทำหน้าที่เป็น
สรรพนาม จึงมีชื่อทางไวยากรณ์ว่า indefinite pronoun การจะแปลตรงๆ ว่า อะไรบางอย่าง ฟังดู
ไม่เหมาะแน่ ควรแปลแบบที่ยังเก็บความนัยที่แสดงความไม่เจาะจงแบบไทยๆ ไว้ให้ได้ค่ะ

ยังมีอีกคำหนึ่งที่คุณผู้อ่านอาจสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย นั่นคือ anyway ในย่อหน้าที่ 11
... and I love [James] Joyce anyway... คำนี้ไม่ใช่กลุ่ม indefinite และสื่อความนัยได้หลาย
อย่างแล้วแต่บริบท แต่วันนี้ดิฉันขออนุญาตกล่าวถึงเพียงนัยที่ใช้ในตัวอย่างงานแปลชิ้นนี้ นั่นคือเป็น
การใช้เพื่อสื่อว่าข้อความประโยคนี้แย้งกับข้อความในประโยคก่อน ซึ่งในที่นี้หมายถึงว่า แม้งานของ
เจมส์ จอยส์ไม่ถึงกับเป็นงานชิ้นคลาสสิกของโลกหรือสำคัญเท่ากับ ดิ โอดิซี ซึ่งเป็นมหากาพย์ที่
ประพันธ์โดยโฮเมอร์ แต่เขาก็ยังรักชอบงานของจอยส์เช่นกัน

จนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีค่ะ
เกษมศรี วงศ์เลิศวิทย์     


  • This lesson was prepared by Assoc Prof. Kasemsri Vonglertvidhya, a former lecturer in English and Linguistics at the Western Language Department, Srinakarinwirot University (Bangkhen Campus). She is now Director of the English Language Training Program, Faculty of Education, SWU and a freelance translator.

    Back to our home page

    Read our other translate it columns here.

    | © The Post Publishing Public Co., Ltd.
    All rights reserved 2006

    Last modified: July 17, 2006
    |