|
คำอธิบาย
ในแง่ของการทำงานแปล
ดิฉันขอเสนอวิธีปรับเปลี่ยนการใช้คำหรือวลีที่มักใช้กันจนติด ซึ่งแม้ไม่ผิด
ความแต่ก็อาจทำให้ยังทิ้งโครงสร้างของภาษาต้นฉบับได้ไม่สนิท
วิธีแรก
คือการไม่แปลคำบางคำ
เช่นการละประธานของประโยคแปล ซึ่งควรต้องทำในกรณีที่บริบทนั้นเคย
กล่าวถึงประธานของประโยคมาแล้ว เมื่อเป็นประธานคนเดียวกันแม้จะคนละประโยคก็ควรละ
(ต่างจาก
โครงสร้างภาษาอังกฤษที่ต้องมีประธานทุกประโยค) เช่น By monitoring
the fault, scientists
hope to catch a birthing quake. หากนี่เป็นประโยคที่เพิ่งกล่าวถึงประธานเป็นครั้งแรกคือ
นักวิทยาศาสตร์ ก็อาจละประธานไม่ได้ จึงควรแปลว่า ...โดยการคอยระวังรอยแยกของผิวโลกนัก
วิทยาศาสตร์คาดว่าน่าจะทำให้ทราบเมื่อแผ่นดินไหวเริ่มก่อตัว แต่ในบริบทนี้
นักวิทยาศาสตร์เป็น
ประธานตัวเดียวกับที่ปรากฏในตอนต้นของย่อหน้า จึงควรต้องละไว้ดังที่เห็นในตัวอย่างงานแปล
อีกตัวอย่างหนึ่งที่ไม่ควรใช้แต่เรามักพบเสมอในงานแปล
คือคำว่า "ได้" เมื่อต้นฉบับเป็นกริยาในรูป past
tense เช่น The monster earthquake that turned San Francisco
into smoky
rubble a century ago... แผ่นดินไหวครั้งมโหฬารที่ได้เปลี่ยนนครซานฟรานซิสโกให้เป็นกอง
เศษอิฐควันโขมงเมื่อหนึ่งศตวรรษมาแล้ว
วิธีที่สอง
คือหลีกเลี่ยงการแปลคำพื้นๆ
ในภาษาอังกฤษเป็นแบบตรงๆ แต่ปรับใช้คำอื่นแทน โดยปกติแล้ว
คำพวกนี้มีความหมายไม่ซับซ้อนจนเราสบายใจว่าแปลไม่ผิด แต่มักลืมไปว่าในภาษาไทยการแปล
ตรงๆ บางครั้งแม้ไม่ผิดความหมายแต่จะแปร่งหู และทิ้งรูปรอยของภาษาต้นฉบับไม่ได้
เช่น คำว่า
determine กับ behaviour ในย่อหน้าที่ 2 ในประโยค
ว่า Several studies are underway
to determine whether earthquakes possess certain predictable behaviour
and characteristics. ถ้าแปลว่า ...ขณะนี้มีการศึกษาหลายชิ้นที่กำลังพิจารณาว่า
แผ่นดินไหวมี
พฤติกรรมใดและลักษณะใดหรือไม่ที่สามารถนำมาทำนายได้ การแปลทุกคำอย่างตรงตัวเช่นนี้สู้แปล
โดยปรับคำแปลเป็นภาษาไทยที่เหมาะกับบริบทไม่ได้เช่นว่า ...ขณะนี้มีการศึกษาอยู่หลายชิ้นเพื่อดูว่า
แผ่นดินไหวมีสิ่งใดหรือลักษณะใดหรือไม่ที่จะใช้ทำนายได้ เนื่องจากคำว่าพฤติกรรมนั้นในภาษาไทย
เราใช้กับสิ่งมีชีวิต จึงต้องเลี่ยงไปใช้คำว่า สิ่งใด ส่วน determine
หากแปลว่าพิจารณา ที่จริงก็ได้
ความหมายที่ถูกต้องแต่เป็นคำที่ให้บรรยากาศเป็นทางการเกินกว่าควรจะใช้ในที่นี้ซึ่งเป็นบทความ
ในหน้าหนังสือพิมพ์
อีกคำหนึ่งที่เห็นในงานแปลวันนี้คือ
hope ที่อยู่ในประโยคแรกที่ยกมา ซึ่งดิฉันคิดว่าถ้าแปลว่า
...โดย
คาดว่าการคอยระวังรอยแยกของผิวโลกน่าจะทำให้ทราบเมื่อเริ่มเกิดแผ่นดินไหว
จะฟังดูเป็นภาษาไทย
กว่าแปลว่า "...โดยหวังว่าการคอยระวังรอยแยกของผิวโลกจะทำให้ทราบ...."
วิธีที่สาม
คือการพยายามถ่ายทอดความหมายพหูพจน์ให้แนบเนียน
เนื่องจากในภาษาไทยไม่เน้นเรื่องพหูพจน์
มากเท่ากับภาษาอังกฤษที่ต้องมีกำกับในคำนามทุกคำ ในการแปลบางครั้งอาจต้องละพหูพจน์ไว้ใน
ฐานที่เข้าใจ หากไม่แปลก็ไม่ผิดความ เว้นแต่ว่าพหูพจน์นั้นมีผลต่อเนื้อความก็จำเป็นต้องแปล
โชคดี
ที่ว่าภาษาไทยเรานั้นนอกเหนือจากคำแสดงพหูพจน์พื้นๆ แล้ว เช่นหลาย
มาก ไม่น้อย จำนวนหนึ่งแล้ว
ยังมีการแสดงความหมายพหูพจน์ของคำนามได้หลายรูปแบบ คือแฝงไปกับคำนาม
คำกริยา หรือคำ
กริยาวิเศษณ์ก็ได้ซึ่งจะทำให้สำนวนแปลเนียนขึ้น ดังตัวอย่างคำที่แฝงความหมายพหูพจน์ในข้อความ
ต่อไปนี้ซึ่งมีผลทำให้คำนาม (ตัวเข้ม) มีความหมายเป็นพหูพจน์ (แม้ความหมายพหูพจน์ในบางวลีอาจ
ไม่จำเป็นต้องมี แต่ดิฉันขอยกมาเป็นตัวอย่างเท่านั้นค่ะ)
1.
ด้วยความร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยที่เน้นการวิจัย...
2. นักวิทยาศาสตร์จึงเน้นกันไปที่การป้องกันความสูญเสีย
3. พวกนักวิทยาศาสตร์ยังติดตามกันอย่างสม่ำเสมอ
4. เพื่อดูความเครียดของแผ่นเปลือกโลกใกล้กับรอยแยกบางช่วง
กลเม็ดในการทำงานแปลที่ดิฉันได้เรียนให้ท่านผู้อ่านทราบในวันนี้ไม่ใช่เรื่องยากและดิฉันจะใช้ใน
ขั้นตอนการขัดเกลาสำนวนแปลเสมอค่ะ แต่แน่นอนว่าหากทำงานแปลโดยปราศจากความละเอียดลออ
และความเข้าใจในต้นฉบับอย่างถ่องแท้ก็จะกลายเป็นเรื่องที่มองข้ามไปได้ง่ายๆ
โดยเฉพาะวิธีที่สอง
คือการเลือกคำ การทำงานแปลที่มีคุณภาพจึงหนีไม่พ้นสิ่งที่อาจารย์วิชาการแปลทุกท่านย้ำเสมอว่า
ขั้นแรกต้องอ่านต้นฉบับให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ขั้นสองลงมือแปล
ขั้นสามขัดเกลาสำนวน และขั้นสี่บ่ม
งานคือทิ้งงานไว้พักใหญ่( ถ้านานพอที่จะลืมสำนวนต้นฉบับได้ยิ่งดี)
แล้วจึงนำมาอ่านทบทวนและปรับแก้
ใหม่หากจำเป็น จึงเป็นสัจธรรมที่ว่างานแปลที่ดีเป็นงานที่ต้องอดทนและใช้เวลามาก
แต่เมื่อสำเร็จแล้วจะ
เป็นผลงานที่ให้ความสุขแก่ผู้แปลเฉกเช่นเดียวกับการทำงานศิลปะชิ้นหนึ่งทีเดียวค่ะ
สวัสดีค่ะ
เกษมศรี วงศ์เลิศวิทย์
|